ทัวร์ Outlet

เอาท์เล็ต หมายถึงสถานที่ช้อปปิ้งสินค้ารุสต็อก ที่หลายๆ ประเทศมี แม้แต่ที่เมืองไทย แถวๆ พัทยา เหตุผลที่เอาท์เล็ตพวกนี้มักไปอยู่ที่ไกลๆ ก็คงเป็นเพราะว่าถ้าอยู่ในเมืองก็จะพลอยแย่งลูกค้าจากหน้าร้านปกติของสินค้าแบรนด์ต่างๆ อีกส่วนเป็นเหตุผลด้านการเรียกคนให้เดินทางสู่ท้องถิ่น เพราะถ้ามีเอาท์เล็ตในชุมชน ชุมชนนั้นก็จะคึกคัก มีคนมาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้ให้ชุมชน แต่ก็ต้องไม่อยู่ไกลปืนเที่ยงมาก ดังนั้นตำแหน่งเอาท์เล็ตทั่วไป จึงอยู่แถบชานเมือง หรือบริเวณทางผ่านระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไปอยู่แล้ว

Outlets

คนญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นพวก 「ブランド指向」(burando-shikou : นิยมสินค้าแบรนด์เนม ) อย่างมาก พวกเอาท์เล็ตในประเทศนี้จึงเจริญ สาเหตุที่คนญี่ปุ่นนิยมแบรนด์มากก็อาจเป็นเพราะสินค้าส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีราคาแพงอยู่แล้ว อย่างรองเท้าที่นำเข้าจากจีนเอามาขายคู่ละตั้งหกร้อยบาท แพงกว่าที่เมืองไทยมาก สู้ลงทุนอีกนิดก็จะได้ของแบรนด์ที่รับประกันว่าใส่สบายได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะสังคมประเทศนี้โดยเฉพาะในเมืองหลวงมีความเป็นวัตถุนิยมสูง คือดูคนที่การแต่งกาย เสื้อผ้าที่ราคาถูกจนเกินไปก็จะซื้อหาได้ง่าย ทำให้ใส่แล้วไม่มั่นใจ กลัวใส่แล้วซ้ำ คนเหล่านี้จึงพยายามซื้อเสื้อผ้าที่แพงให้ดูมีฐานะ

Outlets

เท้าความไปสมัยอดีตประเทศญี่ปุ่นก็เหมือนจีนและไทยที่ชอบก๊อปปี้ พวกยักษ์ใหญ่วงการเครื่องใช้ไฟฟ้า ก้าวแรกๆ ก็ก๊อปปี้สินค้าจากฝรั่ง แล้วจึงเริ่มทำสินค้าตามแบบฉบับของตัวเอง อาจจะเป็นเพราะนิสัยช่างประดิษฐ์ของคนญี่ปุ่นด้วย จึงทำให้ไปๆ มาๆ สินค้านั้นกลับมีคุณภาพ หรือราคาย่อมเยา ตีตลาดแทนสินค้าฝรั่ง แต่พอกีฬาโอลิมปิกจัดขึ้นที่โตเกียวปั๊บ ของก๊อปปี้ทั้งหลายก็ต้องเก็บเข้ากรุ เอาออกมาอวดชาวบ้านไม่ได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่ง ที่ทำให้ความคิดเรื่องการให้เกียรติของแท้เกิดขึ้น อีกจุดหนึ่งก็คือช่วงที่เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่นั้นก็เหมือนเงินจะซื้อหาของเหล่านี้ได้ง่าย ของที่ไม่มีแบรนด์จึงกลายเป็นของขายไม่ค่อยออกแทน กระแสทางเศรษฐกิจช่วงนี้จึงทำให้ร้านของแบรนด์เนมเริ่มอยู่คู่ญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นเองที่ผลิตของก็พยายามสร้างแบรนด์สู้

Outlets

คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนในเมืองจะซื้อเสื้อผ้ากันง่ายๆ เพราะข้าวแพง อดข้าวเสียหน่อยก็ซื้อเสื้อผ้าแพงๆ ได้แล้ว แต่เมื่อซื้อมาแล้วก็มีค่าดูแลเสื้อผ้า เช่น ค่าซักแห้งซึ่งก็แพงมาก ประเทศญี่ปุ่นมี ๔ ฤดู พอเริ่มหมดฤดูก็ต้องแต่งตัวกันใหม่ เปลี่ยนไปทุกๆ สามเดือน เสื้อผ้าที่แต่งแล้ว กว่าจะได้แต่งใหม่ก็ ๑ ปีให้หลัง ดังนั้นจึงเกิดวัฏจักรการใช้แล้วทิ้ง (使い捨て:tsukai-sute ) หรือเลหลังทันที เพราะพื้นที่เก็บก็น้อย ค่าดูแลไม่ให้เสื้อผ้าเก่าขึ้นราก็แพง ไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ หากจะไปมองหาเสื้อผ้าตัวใหม่ในปีหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แฟชั่นในประเทศญี่ปุ่นรุดหน้า เหมือนประเทศแถบยุโรปอื่นๆ ในขณะที่แฟชั่นเมืองไทยนั้นไม่ค่อยไปไหนเพราะร้อนทั้งปี

Outlets

 

เสื้อผ้าที่ขายในเอาท์เล็ตที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะตกรุ่นไปเกือบปี แต่บางครั้งทางร้านก็แอบเอาสินค้าที่เริ่มใกล้หมดฤดูออกวางขายด้วย ยกตัวอย่างเช่น ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าร้อนแล้ว สินค้าประเภทเสื้อแขนยาว ผ้าหนาๆ ที่ขายในฤดูใบไม้ผลิก็จะเริ่มขายไม่ออก ในเอาท์เล็ตก็จะเริ่มขายเลหลัง การขายเลหลังส่วนใหญ่ก็จะลดประมาณ 30-50% บ้างก็มีโปรโมชั่น (キャンペーン: kyampeen ) ลดเพิ่มหากซื้อเยอะ เนื่องจากสถานที่ก็อยู่ไกลพอสมควร คนที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็ย่อมอยากจะซื้อกลับไปเยอะๆ ให้คุ้มค่าเดินทาง เพื่อยกมาตรฐานเอาท์เล็ตนั้น ทางเอาท์เล็ตก็จะสกรีนว่าร้านแบรนด์ใดควรมาตั้งที่นี่ หากมีเอาท์เล็ตคู่แข่งก็จะพยายามไม่ให้ซ้ำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้ากีฬา กระเป๋า หรือร้านนาฬิกา ช่วงวันเสาร์อาทิตย์คนจะมากันเยอะ ทางเอาท์เล็ตก็จะจัดกิจกรรมให้ครอบครัวได้มาเที่ยว เช่น มีการแสดงบนเวที เป็นต้น ร้านค้าประเทศของกินของเอาท์เล็ตก็จะขายได้ไปด้วย

Outlets

รอบๆ เมืองใหญ่อย่างโตเกียวก็มีเอาท์เล็ตหลายแห่ง เช่น La Fete ที่ 南大沢( minami-oosawa )ในชานเมืองของโตเกียว Garden Walk ที่ 幕張(Makuhari ) ที่จังหวัดชิบะ Rism ที่จังหวัดไซตามะ แถวโอซาก้าที่โด่งดังก็มีเอาท์เล็ตแถวRinku Town (りんくうタウン) แถวนาโงย่าก็จะมีที่จังหวัดกีฟุข้างเคียง นอกจากนี้ ยังมีเอาท์เล็ตที่อยู่ใกล้ๆ แหล่งท่องเที่ยว เช่น 御殿場プレミアム(Gotemba Premium ) แถวๆ ภูเขาไฟฟูจิ หรือ 軽井沢プリンス(Karuizawa Prince ) แถวคารุยซาว่าในจังหวัดนางาโนะซึ่งเป็นสถานตากอากาศช่วงฤดูร้อนบนเขาที่มีชื่อเสียง

เรื่องการใช้ “ ของแบรนด์เนม ” (ブランド品:burando-hin ) นั้นเป็นความชอบของแต่ละคน มีเงินซื้อได้ก็ซื้อ ไม่มีเงินก็อดใจไว้ ใครที่ไม่ชอบแบรนด์เนม ก็ไปหาซื้อเสื้อผ้าแถวฮาราจุกุ (原宿:harajuku ) หรือตามย่านการค้าในชุมชนที่ขายของถูกๆ อย่างนากาโนะ (中野:nakano ) หรืออุเอโนะ (上野:ueno ) สมัยนี้ก็หาได้ถูกมาก แต่ต้องหาดีๆ เพราะว่าบางตัว มาซื้อเมืองไทยก็ยังได้ราคาถูกกว่า หรือบางอย่างก็พังได้ง่ายๆ หากมีโอกาสช่วงหน้าร้อน ลองแวะไปเอาท์เล็ต อาจจะได้ของที่ถูกใจ เอาไปใส่เมืองไทยได้นานๆ